Drive your business

จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

วันพุธที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

Thailand Fact Sheet: สถานการณ์ข้าวไทยและโลก




 Thailand Fact Sheet: สถานการณ์ข้าวไทยและโลก
                                                                                                                          เขียนโดย กอไผ่

                จากการรายงานสถานการณ์ข้าวไทยและโลก โดยกรมการค้าต่างประเทศในช่วงเดือนกันยายน 2556 ที่ผ่านมา การผลิตข้าวโลก มีปริมาณ 469 ล้านตันซึ่งมีปริมาณเพิ่มขึ้นจากปริมาณข้าวข้องประเทศฟิลิปปินส์ที่เพิ่มขึ้น ส่วนการบริโภคข้าวมีปริมาณลดลงอันเนื่องมาจากอินเดียและสหรัฐฯ บริโภคข้าวต่ำกว่าที่ประมาณการไว้ จึงทำให้สต็อกข้าวปลายปีเพิ่มสูงขึ้น
                การส่งออกข้าวของไทย ซึ่งได้กำหนดเป้าหมายการส่งออกที่ปริมาณ 8.5 ล้านตัน ตลอดช่วงเดือนมกราคมถึงกันยายนที่ผ่านมา เรามีการส่งออกข้าวเบื้องต้นประมาณ 4.92 ล้านตัน และเมื่อเปรียบเทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน ในเรื่องของปริมาณ มูลค่า และราคาส่งออก ลดลงร้อยละ 2.2, 2.6 และ 0.4 ตามลำดับ
                ส่วนตัวเลขทางการค้า World Market and Trade โดย UDSA (United States Department of Agriculture) ในเรื่องของราคาข้าวในช่วงที่ผ่านมามีการแข่งขันในเรื่องของราคามากขึ้น โดยเฉพาะราคาข้าวระหว่างไทยและเวียดนาม เราจะเห็นได้ว่าราคาข้าวของไทยปรับตัวลดลงมาอยู่ในระดับที่มีช่องว่างห่างจากราคาข้าวของเวียดนาม 5% อยู่ที่ประมาณ $85/ton ซึ่งในเดือนที่ผ่านมานี้ข้าวไทยมีการปรับตัวลดลงกว่า $40/ton ดังภาพ

                สำหรับความเคลื่อนไหวของประเทศผู้ส่งออกข้าวที่มีแนวโน้มส่งออกลดลง ได้แก่ บราซิล ซึ่งบราซิลมีแนวโน้มลดลง 100,000 ตันไปอยู่ที่ 750,000 ตัน ส่วนอินเดียมีแนวโน้มส่งออกเพิ่มสูงขึ้น 300,000 ตันในปี 2013 และ 2014 ไปอยู่ที่ปริมาณ 10 ล้านตันและ 9.3 ล้านตัน โดยอินเดียได้ทำการค้าข้าวเพิ่มขึ้นกับอิหร่าน
                สำหรับการนำเข้า ผู้นำเข้าอย่างประเทศอิหร่าน ก็เพิ่มการนำเข้าจำนวน 300,000 ตัน ไปแตะที่ปริมาณ 1.8 ล้านตันในปี 2013 และ 2014 โดยนำเข้าข้าวเพิ่มมาจากอินเดีย
                การนำเข้าของฟิลิปปินส์มีปริมาณลดลง 500,000 ตัน ไปสู่ 1 ล้านตันในปี 2013 อันเนื่องมาจากการส่งสินค้าที่ล่าช้าลงของเวียดนามทำให้เกิดความล่าช้าต่อเนื่องไปถึงปี 2014 ที่จะทำให้การนำเข้ามีปริมาณลดลงอีก 100,000 ตันไปสู่ที่ปริมาณ 1.1 ล้านตัน
                อย่างไรก็ตาม หากทำการสรุปผู้ส่งออกข้าวในปี 2013/2014 แล้ว ปริมาณการค้าข้าวโลก (ณ เดือนกันยายน 2556) 5 อันดับของประเทศที่ส่งออกสูงสุดได้แก่ 1) อินเดีย ปริมาณ 9.3 ล้านตัน 2) ไทย 8 ล้านตัน 3) เวียดนาม 7.8 ล้านตัน 4) ปากีสถาน 3.1 ล้านตัน 5) กัมพูชา 1 ล้านตัน ยอดรวมปริมาณข้าวโลกที่ทำการส่งออกอยู่ที่ประมาณ 39 ล้านตัน
                ส่วนการนำเข้าของประเทศที่เป็นอันดับ 1-5 ได้แก่ 1) จีน ปริมาณ 3.4 ล้านตัน 2) ไนจีเรีย ปริมาณ 2.4 ล้านตัน 3) อินโดนีเซีย ปริมาณ 1.5 ล้านตัน 4) อิหร่าน ปริมาณ 1.45 ล้านตัน 5) อิรัก ปริมาณ 1.4 ล้านตัน
                ส่วนผลผลิตข้าวโลก สำหรับประเทศที่มีผลผลิตสูงสุด ได้แก่
                จีน  142 ล้านตัน
    อินเดีย  108 ล้านตัน
                อินโดนีเซีย  37.7 ล้านตัน
                บังคลาเทศ  34.2 ล้านตัน
                เวียดนาม 27.67 ล้านตัน
                ไทย 21.1 ล้านตัน
                ฟิลิปปินส์ 11.7 ล้านตัน
                เมียนมาร์ 11 ล้านตัน
                ฯลฯ
                ผลผลิตรวมข้าวโลกอยู่ที่    476.769 ล้านตัน



Thailand Fact Sheet: น้ำตาลกับเศรษฐกิจไทย



 Thailand Fact Sheet: น้ำตาลกับเศรษฐกิจไทย
                                                                                                                              เขียนโดย กอไผ่

                เป็นที่รู้กันดีว่าศักยภาพในการส่งออก (Export) น้ำตาลของประเทศไทยนั้น เราเป็นอันดับ 2 ของโลกรองจากบราซิล (Brazil) อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลจึงมีความสำคัญทางด้านเศรษฐกิจสำหรับประเทศไทยเป็นอย่างมาก อีกทั้งการขยายตัวของอุตสาหกรรมทางด้านอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านอาหาร และเครื่องดื่ม ก็ทำให้น้ำตาลเป็นที่ต้องการของตลาดโลก
               

                การขานรับในนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในเรื่องของการเปลี่ยนพื้นที่นาข้าวในเขตที่ไม่เหมาะสม โดยให้หันมาปลูกอ้อยทดแทนนั้น จึงเป็นโครงการที่น่าจะสอดคล้องไปกับความต้องการของตลาดโลก เนื่องจากปัจจุบันไทยผลิตอ้อยได้ประมาณ 10 ล้านตัน (การส่งออกอยู่ที่ประมาณ 8 ล้านตัน ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ UDSA) การเพิ่มผลผลิตก็จะทำให้โรงงานอุตสาหกรรมทำการผลิตได้อย่างเต็มกำลัง โดยเฉพาะการปรับพื้นที่ที่ไม่เหมาะสมหากทำการปลูกอ้อยได้ ก็จะเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับการสร้างรายได้ให้กับเกษตรกร และพัฒนาอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลของไทยให้มากขึ้น
                จากข้อมูลสถิติการผลิตน้ำตาลระดับโลกตั้งแต่ปี 2008/2009 เป็นต้นมา เราจะเห็นถึงแนวโน้มของปริมาณการผลิตน้ำตาลว่าเป็นดังนี้ [ที่มา: United States Department of Agriculture: (UDSA)]
               


                การผลิตน้ำตาลสำหรับประเทศไทยมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น ส่วนแนวโน้มของการส่งออกน้ำตาลในระยะเวลาที่ผ่านมาก็มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นด้วยเช่นกัน ดังภาพ
                อย่างไรก็ตามศักยภาพในการส่งออกน้ำตาล ด้วยสินค้าที่มีคุณภาพนั้น ยังคงเป็นจุดเด่นทางด้านอุตสาหกรรมน้ำตาลของไทย การสนับสนุนส่งเสริมและการพัฒนาที่เหมาะสมของหน่วยงานรัฐบาล โดยเฉพาะการใช้นโยบายนั้น จึงควรสามารถรักษาระดับและศักยภาพในการเป็นผู้นำน้ำตาลในตลาดโลก



Thailand Fact Sheet: ภาพรวมระบบธนาคารพาณิชย์ไตรมาส 2 ปี 2556



Thailand Fact Sheet: ภาพรวมระบบธนาคารพาณิชย์ไตรมาส 2 ปี 2556
                                                                                                                                         เขียนโดย กอไผ่

                Thailand Fact Sheet ฉบับสัปดาห์นี้ จะทำการ Update ภาพรวมระบบธนาคารพาณิชย์ช่วงไตรมาส 2 ปี 2556 ที่ผ่านมา ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทย ได้ทำการสรุปและรายงานเกี่ยวกับผลการดำเนินงานของระบบธนาคารพาณิชย์ อันมีการรายงานข้อมูลที่น่าสนใจหลายประการดังต่อไปนี้
               

                ในภาพรวมระบบธนาคารพาณิชย์มีเสถียรภาพ สินเชื่อขยายตัวในอัตราที่ชะลอตัวลงตามอุปสงค์ในประเทศและการส่งออก ถึงแม้สินเชื่อจะชะลอตัวลงอยู่ที่ร้อยละ 12.8 จากระดับเดียวกันของปีก่อน สินเชื่อของธุรกิจขนาดใหญ่และสินเชื่อธุรกิจมีการขยายตัวเพิ่มขึ้น ส่วนสินเชื่อ SME และสินเชื่ออุปโภคบริโภคชะลอตัวลง
อย่างไรก็ตามภาพรวมก็มีการขยายตัวในอัตราสูง (สัดส่วนร้อยละ 69.9 ของสินเชื่อรวม) การขยายตัวมีอัตราใกล้เคียงกันกับไตรมาสก่อนที่ร้อยละ 10.1 คุณภาพสินเชื่ออยู่ในเกณฑ์ดี NPL อยู่ในระดับต่ำ เงินสำรองเพิ่มขึ้นมาก กำไรสุทธิอยู่ในระดับสูง ฐานะของเงินกองทุนแข็งแกร่ง
                ธุรกิจที่ขยายตัวเพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อน เป็นธุรกิจอุตสาหกรรม และการพาณิชย์ ส่วนธุรกิจที่ชะลอตัวลง เป็นธุรกิจการเงิน สาธารณูปโภค บริการ อสังหาริมทรัพย์ และก่อสร้าง โดยสัดส่วนสินเชื่อของการอุปโภคบริโภคในช่วงไตรมาส 2 มีสัดส่วนร้อยละ 30.1 รองลงมาเป็นอุตสาหกรรม ร้อยละ 20.5 พาณิชย์ ร้อยละ 16.2 และธุรกิจอื่น ๆ ตามลำดับ (ดังภาพ)


                       
                การขยายตัวของสินเชื่ออุปโภคบริโภคที่มีสัดส่วนร้อยละ 30.1 นี้ แบ่งออกเป็นสินเชื่อประเภทที่อยู่อาศัย ร้อยละ 13.8 รถยนต์ ร้อยละ 8.8 ส่วนบุคคล ร้อยละ 6.0 และบัตรเครดิต ร้อยละ 1.5
                สินเชื่อที่อยู่อาศัย และรถยนต์มีการขยายตัวที่ชะลอตัวจากไตรมาสก่อน ส่วนสินเชื่อบัตรเครดิต และบุคคล มีการขยายตัวของสินเชื่อเพิ่มขึ้นอันเนื่องมาจากความต้องการใช้จ่ายของผู้บริโภค และการแข่งขันให้สินเชื่อของธนาคารพาณิชย์

                อย่างไรก็ตามความสามารถในการทำกำไรเฉลี่ยธนาคารพาณิชย์ไทย มีรายได้ดอกเบี้ยสุทธิต่อสินทรัพย์สุทธิเฉลี่ย (ต่อปี) (NIM) เพิ่มสูงขึ้น ร้อยละ 2.63 กำไรจากการดำเนินงานต่อสินทรัพย์สุทธิเฉลี่ย (ต่อปี) ร้อยละ 2.52 และ กำไรสุทธิต่อสินทรัพย์สุทธิเฉลี่ย (ต่อปี) (ROA) ร้อยละ 1.52 (ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้จากธนาคารแห่งประเทศไทย)

Thailand Fact Sheet: Most valuable brands 2013





Thailand Fact Sheet: Most valuable brands 2013
                                                                                                                                                                เขียนโดย กอไผ่

                สำหรับแบรนด์สินค้าที่ได้รับความนิยม ย่อมส่งผลถึงมูลค่าแบรนด์ที่สูงขึ้น เราจะเห็นว่าการดีดตัวในเรื่องของมูลค่าแบรนด์สินค้าต่าง ๆ เป็นผลมาจากการได้รับความนิยมหรือความต้องการของลูกค้า ซึ่งธุรกิจเองย่อมมีการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ทางการตลาดในการเพิ่มมูลค่าของแบรนด์
                สำหรับในปี 2013 นี้ Interbrand ได้ทำการจัดอันดับแบรนด์ที่มีมูลค่าสูงสุด ซึ่ง Apple ได้กลายมาเป็นแบรนด์ที่สร้างมูลค่าได้สูงสุดถึง $98 พันล้าน ส่วนแบรนด์อันดับสอง เป็นของ Google และอันดับสามเป็นของ Coca-Cola การไต่อันดับมูลค่าแบรนด์ในช่วงปี 2012 และ 2013 ใน 10 อันดับแรกเป็นดังนี้
                                             ปี 2012                              ปี 2013
1.             Coca-Cola                    Apple
2.             CocaCola.pngApple                             Google
3.             IBM                               Coca-Cola
4.             Google                          IBM
5.             Microsoft                      Microsoft
6.             General Electric         General Electric
7.             McDonald’s                 McDonald’s
8.             Intel                               Samsung
9.             Samsung                      Intel
10.           Toyota                         Toyota

หากเราย้อนกลับไปตั้งแต่ปี 2000 ที่ Interbrand ได้ทำการวิเคราะห์ข้อมูลเราจะเห็นถึงการปรับตัวเพิ่มขึ้นและลดลงของมูลค่าแบรนด์ต่าง ๆ โดยปัจจัยที่นำมาใช้ในการวัดผลในเรื่องของมูลค่าแบรนด์ ที่ Interbrand ได้นำมาใช้นั้น มีปัจจัยที่สำคัญในการวิเคราะห์คือ 1) การวิเคราะห์ด้านการเงิน 2) การวิเคราะห์ด้านความต้องการ และ 3) การวิเคราะห์ด้านการแข่งขัน


การวัดผลในเรื่องของมูลค่าแบรนด์ ที่ Interbrand ได้นำมาใช้นั้น มีปัจจัยที่สำคัญในการวิเคราะห์คือ 1) การวิเคราะห์ด้านการเงิน 2) การวิเคราะห์ด้านความต้องการ และ 3) การวิเคราะห์ด้านการแข่งขัน
                การวัดผลทางด้านการเงิน นั้น จะเป็นการวัดกำไรทางด้านเศรษฐกิจ (Economic Profit) ในมุมมองของการลงทุนกับผลการปฏิบัติงาน/ผลประกอบการ ที่สามารถพยากรณ์ต่อไปได้ในอนาคต
                การวัดผลทางด้านความต้องการ จะคำนึงถึงบทบาทของแบรนด์ (Role of Brand) ซึ่งทำการศึกษาถึงความเข้าใจในพฤติกรรมของผู้บริโภค ว่าแบรนด์สามารถกระตุ้นความต้องการหรือเป็นทางเลือกให้กับผู้บริโภคหรือไม่ ซึ่งปัจจัยเหล่านี้เกี่ยวข้องกับการตัดสินใจ อาจเป็นเรื่องของราคา ความสะดวกสบาย รูปลักษณ์ของสินค้า ฯลฯ
                การวัดผลทางด้านการแข่งขัน จะเป็นการวัดถึงจุดแข็งหรือจุดเด่นของแบรนด์ (Brand Strength) ซึ่งสามารถวัดได้ถึงแบรนด์ที่สามารถสร้างความจงรักภักดี สร้างความต้องการ และสร้างผลกำไรในอนาคต ซึ่งการวัดในระดับนี้จะคำนึงถึงปัจจัยภายในองค์กรและภายนอกองค์กร นอกจากนี้ยังวัดถึงปัจจัยความเสี่ยงในเรื่องของแบรนด์
                นับว่า กว่าจะก้าวมาถึงตำแหน่งที่แบรนด์มีความแข็งแกร่งได้นั้น ต้องใช้กลยุทธ์มากมายที่เป็นองค์ประกอบให้แบรนด์ประสบความสำเร็จ
               


  

Thailand Fact Sheet: Business at home




Thailand Fact Sheet: Business at home
                                                                                                                         เขียนโดย    กอไผ่

                Home-based business ในปัจจุบัน ได้รับความสนใจเป็นอย่างมากโดยเฉพาะในยุคเทคโนโลยีสื่อสาร เนื่องจากพฤติกรรมการใช้เทคโนโลยีในสังคมทุกวันนี้มีแนวโน้มใช้เทคโนโลยีมากขึ้นเรื่อย ๆ ด้วยความสะดวกสบาย และรวดเร็วของคนสมัยใหม่ ล้วนมีมุมมองของความคิดสร้างสรรค์ที่เข้ามาตอบโจทย์ความต้องการเหล่านี้
ที่สำคัญเราสามารถนำเทคโนโลยีที่ไร้สายนี้ สร้างมูลค่าในการดำเนินธุรกิจ การทำธุรกิจจากที่บ้าน จึงไม่ใช่เรื่องแปลก และยิ่งน่าสนใจไปกว่านั้น การดำเนินชีวิตของผู้คนสมัยใหม่สามารถทำงานได้ด้วยศิลปะมากมาย ในลักษณะชั่วคร่าว (บางช่วงเวลา/Part time) ไปพร้อม ๆ กับการจัดสรรเวลา ดูแลตนเอง ดูแลลูก และดูแลครอบครัวได้
                แหล่งรายได้ในยุคนี้ จึงไม่ใช่เป็นเพียงการทำงานประจำในหน่วยงานธุรกิจต่าง ๆ แต่งานจะเป็นไปตาม Lifestyle ของมนุษย์เรา และงานเหล่านั้น สำหรับบางคนอาจมีทางเลือกอยู่เป็นจำนวนมาก ดังนั้น การประสบความสำเร็จในธุรกิจที่สามารถทำงานจากที่บ้าน ย่อมต้องพิจารณาถึงปัจจัยทางด้านการดำเนินธุรกิจควบคู่ไปด้วย
Thailand Fact Sheet ฉบับสัปดาห์นี้ จึงขอกล่าวถึง ธุรกิจที่สามารถเป็นทางเลือกสำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการทำงานจากที่บ้าน โดยอาศัยเครื่องมือเทคโนโลยีสื่อสารที่คอยสนับสนุน ซึ่งธุรกิจประเภทให้บริการ ได้เข้ามาเป็นทางเลือก หลาย ๆ ทางเลือกสำหรับผู้ประกอบการรุ่นใหม่
ธุรกิจที่ให้บริการเหล่านั้น อาจเป็นการใช้เพียง Word Processing ที่เราสามารถใช้พิมพ์งานเอกสารต่าง ๆ หรืออาจเป็นไปได้ถึงการเปิดโรงเรียนกวดวิชาออนไลน์ หรือเป็นที่ปรึกษาในด้านต่าง ๆ ออนไลน์ ฯลฯ
ธุรกิจที่ให้บริการที่เป็นที่นิยมในปัจจุบัน ได้แก่
การให้บริการด้านคอมพิวเตอร์ (Computer Services) หากเราเป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านนี้ ย่อมเป็นทางเลือกให้กับลูกค้าที่ต้องการใช้บริการ เราสามารถเป็นโปรแกรมเมอร์มือฉมัง หรือเป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านระบบเครือข่าย การให้บริการซ่อมแซมหรือการอัพเกรดโปรแกรมต่าง ๆ ซึ่งความต้องการในด้านนี้กำลังมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากจำนวนลูกค้าทางด้านเทคโนโลยีเพิ่มขึ้นทุกวันและทั่วโลก การทำงานได้อย่างมีอิสระ บวกกับอัตราค่าตอบแทน ที่สามารถคำนวณได้เป็นรายชั่วโมง อาจคุ้มค่า และเหมาะกับผู้ที่ต้องการทำธุรกิจนั้นได้ด้วยตนเอง
ธุรกิจให้บริการจ่ายบิล หรือชำระเงินประเภทต่าง ๆ ซึ่งในประเทศไทยก็มีผู้ประกอบการที่ให้บริการประเภทนี้จำนวนมาก ผู้ที่สนใจธุรกิจนี้อาจเริ่มต้นจากการเป็นสาขาหรือผู้ให้บริการรายย่อย  และลูกค้า อาจเป็นคนใกล้ชิด เพื่อน เครือญาติ ที่มักจะสอบถามหรือขอความช่วยเหลือจากเรา การให้บริการในลักษณะแบบนี้ นอกจากลูกค้าจะประหยัดงบประมาณแล้ว ยังใช้เวลาได้อย่างคุ้มค่า การเริ่มต้นธุรกิจ จึงเป็นเพียงการมองหาว่าเราต้องการจะทำธุรกิจให้บริการในรูปแบบใด
ธุรกิจ Consulting / Coaching / Teaching มุมมองของการให้บริการในลักษณะสอน แนะนำ การให้ความรู้ หรือข้อมูลตามที่ลูกค้าต้องการนั้น จึงเป็นการนำสิ่งที่เรารู้ หรือเชี่ยวชาญ ไปแนะนำให้กับผู้ที่สนใจ อย่างเช่น Tutor Online ในรูปแบบต่าง ๆ การสอนของผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจได้สำเร็จจริง หรืออาจเป็นที่ปรึกษาวางแผนธุรกิจ ก็สามารถเป็นไปได้
ธุรกิจซื้อขายออนไลน์ ถึงแม้การดำเนินธุรกิจสำหรับบางท่านจะไม่สามารถเริ่มต้นทำสินค้านั้นได้ด้วยตนเอง แต่ด้วยช่องทางการซื้อขายผ่านระบบออนไลน์ เราสามารถเลือกสรรสินค้าไปวางขาย พร้อมกับการให้บริการที่น่าเชื่อถือแก่ลูกค้าได้ ตลาดการค้าของเราจะกว้างขึ้น ซึ่งเป็นไปได้ว่าเป็นการค้าที่ครอบคลุมภายในประเทศ และสามารถทำได้ในต่างประเทศ เช่น ผ่านช่องทางที่มีผู้นิยมทำการซื้อขายสินค้าจำนวนมากอย่าง eBay, Amazon.com เหล่านี้เป็นต้น
ไอเดีย เริ่มต้นสำหรับการทำธุรกิจจึงเป็นเรื่องสำคัญ สิ่งเหล่านี้อาจเริ่มต้นมาจากความสนใจของเรา ความสามารถของเรา และความต้องการของเรา ซึ่งเราสามารถทำการจับคู่สิ่งที่เราสามารถทำได้กับไอเดียของเรา ซึ่งเป็นวิธีในการเริ่มต้นดำเนินธุรกิจ
ถึงแม้ การเริ่มต้นในวันนี้ อาจมีผู้ประกอบการจำนวนมาก ที่อยู่ในตลาดอยู่แล้ว แต่เราก็จะสามารถเรียนรู้ แสวงหาข้อมูล ทางเลือก และตรวจสอบถึงผลลัพธ์ ความเป็นไปได้ และอาจสัมผัสกับประสบการณ์ใหม่ ๆ ของผู้คนในโลกออนไลน์ และสามารถเริ่มต้นประยุกต์ธุรกิจแบบง่าย ๆ ได้ด้วยมือของเรา




Thailand Fact Sheet: Global Gender Gap patterns




Thailand Fact Sheet: Global Gender Gap patterns
                                                                                                                                        เขียนโดย กอไผ่

                ในปัจจุบันว่ากันว่า การเป็นผู้นำหญิง ไม่จำเป็นจะต้องแสดงภาวะผู้นำให้เหนือกว่าผู้ชาย เพียงแต่ แสดงให้เห็นถึงความต่างของความเป็นผู้นำ ในสภาพแวดล้อมที่ไม่ได้แตกต่างกัน
                ความต่างในสมัยนี้ คือการที่เราได้เห็นว่า บนโต๊ะการเจรจา หรือการประชุม Conference ใดก็ตาม มีสัดส่วนของผู้หญิงอยู่ร่วมวงของการเจรจาเพิ่มมากขึ้น และเธอเหล่านั้นก็สามารถทำหน้าที่ได้เป็นอย่างดี
ถึงแม้ เรายังไม่สามารถพูดไม่ได้อย่างเต็มปากหญิงเท่าเทียมกับชาย และบอกไม่ได้ว่าความเสมอภาคเท่าเทียมกันจะก้าวเข้ามาถึงในเร็ววันนี้ โดยเฉพาะสังคมที่ซับซ้อนและมีความแตกต่างกันในโลกใบนี้ แต่อย่างน้อยทิศทางของความเท่าเทียมก็ได้เริ่มก่อตัว และขยับเพิ่มสูงขึ้น ทั่วโลก
ยกตัวอย่างเช่นประเทศ Norway ที่กลายมาเป็นประเทศผู้นำด้านความเท่าเทียมระหว่างชายและหญิง ก็ได้สร้างคุณภาพที่ยิ่งใหญ่ให้กับเพศหญิง โดยการเพิ่มโอกาสทางด้านเศรษฐกิจ การศึกษา การเมือง และสุขภาพ ด้วยการจ่ายค่าตอบแทนในอัตราที่เท่าเทียมกัน เพิ่มอัตราการรู้หนังสือ การเป็นผู้แทนในรัฐสภา และอื่น ๆ ซึ่งทำให้ปัจจุบัน Norway มีศักยภาพในด้านนี้ไม่ต่างจาก Finland และ Sweden ที่เป็นผู้นำในระดับโลก
World Economic Forum เป็นองค์กรที่ทำการจัดอันดับความแตกต่างระหว่างชายและหญิงมาตั้งแต่ปี 2006 ก็ได้ทำการศึกษาและเปรียบเทียบถึงผลลัพธ์ของนานาประเทศทั่วโลก ที่ผ่านมาในปี 2012 ประเทศที่สร้างความเท่าเทียมมากที่สุดในโลก 9 อันดับยังคงเป็นเช่นเดียวกันกับปี 2011 (ยกเว้น Nicaragua) ซึ่งสิบอันดับนี้ก็คือ 1) Iceland 2) Finland 3) Norway 4) Sweden 5) Ireland 6) New Zealand 7) Denmark 8) Philippines 9) Nicaragua 10) Switzerland    
ความน่าสนใจอยู่ตรงที่อันดับของ Nicaragua ได้ขยับตัวอย่างรวดเร็วจากอันดับที่ 27 ในปี 2011 มาเป็นอันดับที่ 9 ในปี 2012 ซึ่งประเทศนี้อยู่ในกลุ่ม Lain American and the Caribbean การขยับตัวเพิ่มขึ้นเป็นผลอันเนื่องมาจากความสามารถในการเพิ่มอัตราส่วน การมีส่วนร่วมทางด้านการเมืองจากการเพิ่มสัดส่วนผู้หญิงในรัฐสภา จาก 21% เป็น 40% และการเพิ่มขึ้นของผู้หญิงที่ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี จาก 38% เป็น 46% เป็นต้น    
ในกลุ่ม Asia and the Pacific นิวซีแลนด์(Rank 6) กลายเป็นผู้นำในเรื่องของความเท่าเทียม ตามด้วย ฟิลิปปินส์ (Rank 8)  ออสเตรเลีย (Rank 25)  ศรีลังกา (Rank 39)  มองโกเลีย (Rank 44)  สิงคโปร์(Rank 55) ไทย (Rank 65) เวียดนาม (Rank 66) ติมอร์-เลสเต (Rank 68) จีน (Rank 69) เป็นต้น 
สำหรับประเทศไทย เราสูญเสียห้าอันดับ ซึ่งถดถอยลงจากปีก่อน เป็นผลอันเนื่องมาจากการลดลงของความไม่เท่าเทียมกันในอัตราค่าจ้างและสัดส่วนรายได้ที่ประมาณการไว้ ส่วนประเทศที่อันดับรองจากเราคือ เวียดนาม มีการปรับอันดับเพิ่มขึ้นถึง 13 อันดับอย่างน่าตกใจ อันเนื่องมาจากการให้ข้อมูลที่เพิ่มขึ้นทางด้านการศึกษาของสังคมเวียดนาม จึงเพิ่มสัดส่วนโอกาสทางด้านการศึกษา นอกจากนี้ ยังมีสัดส่วนของการเป็นรัฐมนตรีหญิงที่เพิ่มขึ้น ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการพัฒนาคุณภาพที่เพิ่มขึ้นของเวียดนาม
อย่างไรก็ตามหากเราทำการเปรียบเทียบระหว่างไทยกับเวียดนาม ในมุมมอง 4 ด้านแล้ว
1) ด้านการมีส่วนร่วมและโอกาสทางด้านเศรษฐกิจ เราอยู่ในอับดับที่ 49 เวียดนามอยู่อันดับ 44
2) ด้านการศึกษา ไทยอยู่อันดับ 78 เวียดนามอยู่อันดับ 95
3) ด้านสุขภาพ ไทยอยู่อันดับ 1 เวียดนามอยู่อันดับ 130
4) ด้านการเมือง ไทยอยู่อันดับ 93 เวียดนามอยู่อันดับ 78
ถึงแม้ว่า อันดับที่วัดออกมาในเชิงตัวเลขของไทยเรามีแนวโน้มถดถอย แต่ในภาพรวมในบางด้านเรายังรักษาระดับความเข้มแข็งไว้ได้
ทางเลือก และการพัฒนาในมุมมองที่แตกต่าง กับการเดินย่ำอยู่กับที่ หรือถดถอย หรือจะก้าวต่อไป คงต้องอาศัยความเป็นผู้นำ ซึ่งเรายังคงเชื่อว่า ความสามารถของผู้นำระหว่างชายและหญิง คงไม่แตกต่างกัน และเป้าหมายที่ชัดเจนนั้น คือการที่สังคมโลกมีความเท่าเทียมกันมากขึ้น



Thailand Fact Sheet: สถิติการค้า 2012 และครึ่งปีแรก 2013 กับกลุ่มเศรษฐกิจ

Thailand Fact Sheet: สถิติการค้า 2012 และครึ่งปีแรก 2013 กับกลุ่มเศรษฐกิจ
                                                                                                                                         เขียนโดย กอไผ่
               
                นับว่าการรวมกลุ่มสมาชิกกลุ่มเศรษฐกิจต่าง ๆ มีความสำคัญทางด้านเศรษฐกิจการค้าในระดับโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการค้าและการลงทุนที่เกิดจากความร่วมมือจะส่งผลก่อให้เกิดกิจกรรมทางการค้า และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับแต่ละประเทศ
                Thailand Fact Sheet ฉบับสัปดาห์นี้ มีข้อมูลสถิติการค้ามาพูดคุยกัน ให้เห็นถึงมูลค่าสถิติการค้าที่เกิดขึ้นระหว่างไทยกับกลุ่มเศรษฐกิจต่าง ๆ ในช่วงปีที่ผ่านมา และในครึ่งปีแรกนี้ จากข้อมูลสถิติของกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ปี 2012 และครึ่งปีแรกของ 2013 คู่ค้าที่เป็นกลุ่มเศรษฐกิจอันดับ 1-5 ของเราก็คือ เอเปก (APEC) โออีซีดี (OECD) อาเซียน โอเปค (OPEC) และตะวันออกกลาง
 (ภาพประกอบ)
              สำหรับการส่งออก กลุ่มเศรษฐกิจที่เป็นคู่ค้าเราอันดับ 1-5 ได้แก่ เอเปก (APEC) โออีซีดี (OECD) อาเซียน นาฟต้า และ สหภาพยุโรป (EU-27)
 (ภาพประกอบ)
ส่วนกลุ่มเศรษฐกิจที่เราทำการค้าอันดับ 1-5 ในการนำเข้า ได้แก่ เอเปก (APEC) โออีซีดี (OECD) อาเซียน โอเปค (OPEC) และ ตะวันออกกลาง ซึ่งรวมมูลค่าการค้ารวมทุกกลุ่มเศรษฐกิจแล้ว มีมูลค่ารวม 479,224 ล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2012 และในครึ่งปีแรกนี้ (ม.ค.-ก.ค.) มีมูลค่าการค้ารวม 282,788 ล้านเหรียญสหรัฐ